รีวิว หนังเรื่อง Cuphead 2017

เพิ่มเติมไอคอนสยองขวัญในเกม Cuphead

Cuphead” เป็นเกมที่เพิ่งออกมาใหม่ที่ตั้งใจทำหน้าตาให้ดูเหมือนกับ “อนิเมชั่นสมัยเก่า” หลายคนคงจะรู้จักเกมนี้กันบ้างแล้ว เพราะมันถูกโปรโมทไว้ตั้งแต่ปี 2014 สำหรับตอนนั้นก็เป็นที่ฮือฮาในกันในวงการเกม และได้รับการต้อนรับที่ดีสุดๆ ส่วนที่โดดเด่นที่สุดของเกมนี้ต้องยกให้กับ “งานภาพ” จริงๆ Artstyle ทั้งหมดของเกมนั้นตั้งใจทำออกมาให้ดูคล้ายกับ “อนิเมชั่นยุค 30s-60s” ซึ่งถ้าลองย้อนกลับไปดูอนิเมชั่นสมัยนั้น มันก็มีความหลอนและน่ากลัวอยู่พอสมควร งานภาพที่ทำออกมาเลยเข้ากับธีมเรื่องของเกมเป็นอย่างดี

Cuphead

 

ตรงนี้ต้องขอปรบมือดังๆที่ทางทีมงานสามารถจับจุดตรงนี้ออกมาได้ และเอามาขยายต่อได้อย่างน่าสนใจมากๆ และสิ่งที่ทำให้เกมนี้โดดเด่นขึ้นมาจากเกมอินดี้ทั่วไปก็คือ “ความพิถีพิถันในเชิงศิลปะ” ในยุคสมัยนี้ที่อะไรๆก็เป็นโพลีกอนไปหมดแล้ว ผู้พัฒนาเกมกลับเลือกที่จะใช้การวาดตัวละครด้วยมือขึ้นมาแทน ทีละเฟรมๆ แบ็คกราวน์ของเกมนั้นก็ถูกวาดขึ้นมาจากสีน้ำจริงๆ ไม่ได้ผ่านฟิลเตอร์ใดๆทั้งสิ้น ดูๆไปเหมือนนั่งดูอนิเมชั่นยุคเก่า
ซึ่งตรงนี้มันเปิดมุมมองใหม่ๆให้เราเห็นว่า “การออกแบบเกมให้สวย” ไม่จำเป็นจะต้องเกิดจากการเรนเดอร์ที่อลังการเสมอไป แต่อยู่ที่ “ไอเดีย” และ “ความพิถีพิถัน” ที่ใส่เข้ามาเสียมากกว่า

[รีวิว] Justice League จัสติซ ลีก

Justice League จัสติซ ลีก หนังแอ็คชั่น แฟนตาซี

Justice League เรื่องนี้ก็มีก้าวยากลำบากนามว่า ดราม่าในงานสร้าง มาให้ได้เป็นระยะ ๆ จนน่าเป็นห่วงคุณภาพหนังเลยทีเดียว แม้ว่าหนังจากวิสัยทัศน์ของ แซก ชไนเดอร์ ที่คุมทิศทางของเหล่าฮีโร่ให้ค่ายดีซี และวอร์เนอร์ มาถึงปัจจุบันจะสร้างเสียงทั้งชื่นชมและก่นด่าออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน ก็ต้องยอมรับว่างานด้านภาพของชไนเดอร์นั้นโดดเด่นกว่าหนังฮีโร่จากอีกค่ายอยู่หลายช่วงตัว

รวมถึงแนวทางที่จะรักษาโทนมืดมนให้จักรวาลหนัง ก็เป็นอะไรที่ทำให้มันมีที่ยืนแตกต่างจากแนวการ์ตูนจ๋าวาไรตี้แบบอีกค่ายหนึ่งชัดเจนเช่นกัน แต่ในอีกทางหนึ่งนั้นการเล่าเรื่องที่กระท่อนกระแท่น รวมถึงบทที่มีวัตถุดิบปริมาณมาก ที่อยากให้นำมาใส่จนล้นเวลของหนังก็กลายเป็นตัวขัดขวางการเล่าเรื่องไปในตัวอีกด้วย แน่นอนว่าเหมือน เด็กเนิร์ดที่อยากเล่าเรื่องคอมมิคที่ชอบโดยไม่สนใจคนทั่วไปจะรู้เรื่องด้วยมั้ย

Justice League

และอุปสรรคแรกของรวมทีมฮีโร่ดีซี ก็เกิดเมื่อชไนเดอร์มีปัญหาส่วนตัวจนประกาศถอนตัวจากหนังที่จะเรียกว่าเสร็จแล้วก็ว่าได้เหมือนกัน เปิดทางให้ จอส วีดอน ผู้เคยทำให้อเวนเจอร์สเป็นการรวมทีมฮีโร่ที่โคตรเจ๋งที่สุดของโลกภาพยนตร์มารับบทบาทต่อ แม้ทางค่ายจะพยายามพูดว่าไม่ได้มาจากประเด็นตัวหนังมีปัญหา และวีดอนจะมาสานต่อในแนวทางที่ชไนเดอร์สร้างไว้แน่นอน แต่ก็เลี่ยงยากเพราะคนต่างจับจ้องนินทาอยู่ดี โดยเฉพาะเมื่อหนังต้องทำการถ่ายเพิ่ม-ถ่ายซ่อมในหลายฉาก และที่สำคัญการปลด จังกี้ เอ็กแอล คนทำดนตรีคู่บุญของชไนเดอร์ออกแล้วนำ แดนนี่ เอลฟ์แมน คนทำดนตรีมือทองที่เคยร่วมงานกับวีดอนใน Avengers: Age of Ultron (2015) เข้ามาแทน ก็ยิ่งทำให้เห็นว่าค่ายหนังพยายามรื้อหนังเดิมใหม่แบบเนียน ๆ หรือเปล่า

จากนั้นหนังยังมีดราม่าออกมาเรื่อย ๆ ทั้งประเด็น เบน แอฟเฟล็ก ที่น่าจะไปได้ไม่ค่อยดีกับค่ายวอร์เนอร์ รวมถึงก่อนหนังจะเข้าโรงก็มีข่าวลือถึงคะแนนรอบวิจารณ์ที่ไม่สู้ดีนัก และเมื่อคำวิจารณ์ชุดแรกออกมาก็เรียกว่าค่อนข้างก้ำกึ่งและค่อนเอียงไปทางไม่ชอบอยู่เยอะเหมือนกัน

Justice League

หนังมีจุดแข็งที่งานภาพที่ต้องยอมรับว่ามีความเป็นภาพยนตร์สูงมาก ทั้งมุมกล้อง การวางองค์ประกอบศิลป์ การจัดแสง นี่ยังรวมถึงการออกแบบการต่อสู้ที่ส่วนตัวให้ชนะฝั่งมาร์เวลนะ เพราะดูรุนแรงและเอาจริงเอาจังดูจะเจนในแนวแอคชั่นมากกว่า ซึ่งพัฒนาขึ้นจากหนังเรื่องเก่า ๆ อย่าง Man of Steel (2013) และ Batman v Superman: Dawn of Justice (2016) ที่แม้จะสวยจริงแต่ก็ยืดย้วยน่าเบื่อไปนิด มาในเรื่องนี้คิดว่ากำลังพอดี ๆ เลย พอฉากไม่ย้วยหนังเลยมีความยาวแค่ 2 ชั่วโมงได้ จากปกติหนังที่ผ่านมาจะอยู่ที่ราว 2 ชั่วโมงครึ่ง ที่อาจนานเกินไปถ้าจะอัดความน่าเบื่อแบบ BVS มาอีก นับว่าดีที่รู้ตัวว่าเล่าเรื่องไม่สนุกได้แบบมาร์เวลก็อย่าไปฝืนเล่าให้เท่ากัน เน้นจุดที่ตัวเองเก่งพอ

ตัวเนื้อเรื่อง หลายคนบอกว่าเล่ากระชับเร็วไปมาก แต่หากมองในตัวเนื้อของมันจริง ๆ มันก็ไม่มีอะไรให้เล่าเยอะแยะอยู่แล้ว นี่ขนาดตัดแล้วตัดอีกจากตัวละครจำนวนมากและโลเกชั่นที่ต่างกันหลายเมืองแล้ว ก็ยังไม่พ้นมีฉากที่มันย้วยให้หาวอยู่เหมือนกันแต่น้อยลงกว่า BVS มากแล้วด้วย

Justice League

หนังเล่าถึงการกลับมาของ สเตพเพนวูลฟ์ สิ่งมีชีวิตต่างดาวตัวร้ายที่หลายเผ่าพันธุ์บนโลกทั้ง อเมซอน แอตแลนติส และมนุษย์เคยร่วมมือกันขับไล่ไปเมื่อ 5,000 ปีก่อน โดยการทำลายกล่องพลังงานของสเตพเพรวูลฟ์จนแตกออกเป็น 3 ส่วน แล้วแบ่งกันเก็บรักษาไว้ใน 3 เผ่า (ฉากนี้นึกว่าดู The Lord of the Rings เลย 555) เพราะโลกได้ขาดเทพปกป้องอย่าง ซูเปอร์แมน ไปแล้วใน BVS ซึ่งการที่ แบทแมน กับ วันเดอร์วูแมน ล่วงรู้ถึงภัยร้ายใหม่นี้จึงได้ออกตามหาเหล่ายอดมนุษย์ในยุคปัจจุบันมาร่วมทีมกันต่อต้าน และทำให้ได้พบกับ เดอะแฟลช ที่เหมือนเด็กเกรียน อควาแมน ที่พยายามหลบสังคม และ ไซบอร์ก ที่เก็บตัวจิตตกกับร่างกายที่เขาเป็น

Justice League

ส่วนที่น่าสนใจคือการสร้างตัวละครได้น่าสนใจดี แม้จะทำให้นึกถึงทีมอย่างอเวนเจอร์สอยู่บ้างแต่ก็ถือเป็นการหยิบยืมในทางที่ดี (ฉากที่เหล่าฮีโร่เถียงกันเองนี่มันอเวนเจอร์สแบบชัด ๆ เลย) แบทแมน มีปมในการเป็นหัวหน้าทีมที่ยังไม่ดีพอ และลึก ๆ เขารู้สึกผิดที่ทำให้โลกนี้ขาดซูเปอร์แมนไป (มีส่วนผสมของไอออนแมนกับกัปตันอเมริกา)

  • วันเดอร์วูแมน มีปมในเรื่องส่วนตัวกับการสูญเสียคนรักไปในอดีต (เทพก็ประมาณ ธอร์)
  • เดอะแฟลช มีปมเรื่องครอบครัวเมื่อพ่อของเขาถูกกล่าวหาว่าฆ่าแม่เขาเอง และเขายังยึดติดกับการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของพ่อเขา (ความเกรียนความไม่มั่นใจในตัวเองประมาณ สไปเดอร์แมน ไม่แปลกเลยที่คนดูจะรักเขาสุด)
  • อควาแมน มีปมที่ถูกเผ่าแอตแลนติสทอดทิ้งให้เติบโตในครอบครัวมนุษย์ จนเขาไม่อยากยุ่งกับสังคมโลกภายนอกหมู่บ้านที่เขาเกิด (มีความเป็นธอร์ที่ถูกขับจากแอสการ์ด)
  • ไซบอร์ก มีปมเรื่องร่างกายตัวเองที่ถูกดัดแปลงจากเทคโนโลยีต่างดาว เพื่อกู้ชีวิตจากอุบัติเหตุจนเขาคิดว่าตัวเองไม่ใช่คนอีกแล้วและอาจเป็นอันตรายต่อโลกนี้ (มีความสามารถแบบ วิชั่น ที่มีปมแบบฮัลค์)
  • ซูเปอร์แมน ถูกปลุกจากความตายและยังจำตัวตนในอดีตไม่ได้ ทำให้เขาเกือบจะเป็นตัวร้ายที่ปราบเหล่าฮีโร่จนสิ้นทีมในช่วงกลางเรื่องเลย เป็นหนึ่งในฉากที่ดีสุดของหนังด้วย นี่ทำให้นึกถึงตัวซูเปอร์แมนภาคร้ายโหด ๆ ในเกม Injustice เลย ซึ่งถ้ามาแนวนี้ก็แสดงว่าเราจะไม่ได้เห็นซูเปอร์แมนเวอร์ชั่นร้ายแล้วล่ะ เหมือนที่คงไม่เห็นฮัลค์โหดแบบคอมมิคชุด Planet Hulk ที่ซัดเหล่าฮีโร่มาร์เวลจนเกลี้ยงในจักรวาลหนังอีกแล้ว

ส่วนที่เป็น จุดอ่อนของหนังอย่างจริงจัง คือ ซีจี กับงานซ่อมแก้หนังที่เห็นร่องรอยชัด จนทำให้คุณภาพงานสร้างหนังไม่เต็มร้อยนัก หลายฉากดูขัดเขินหลายฉากดูหลุด ๆ และหลายฉากที่ดูเผางาน แต่ถ้ามองภาพรวมของทั้งเรื่องมันไม่ได้ส่งผลจนหนังเป๋หนักอะไร แต่ก็ต้องยอมรับว่าพวกมุกพวกจังหวะนั้นแป้กกว่าหนังมาร์เวลเยอะมาก หลายครั้งเรามองเราฟังแบบผ่าน ๆ ไม่คิดว่ามันต้องตลกจะรู้สึกดีกว่า เพราะจริง ๆ มุกเหมือนของแถมในความเป็นแอคชั่นมากกว่าที่จะเป็นองค์ประกอบจริงจังแบบในหนังมาร์เวล

Justice League

สรุป อย่าไปตั้งความหวังสูง หนังสนุกแต่ก็มีแผลเยอะ มันคือหนังฮีโร่ที่ดูสนุกและถูกที่ถูกทางในแนวของตัวเอง และที่สำคัญช่วยแก้เลี่ยนความลั้นลาและเหลาะแหละจนเกินไปของหนังมาร์เวลอย่าง Thor: Ragnarok ได้อย่างดีเชียว

 

ขอบคุณข้อมูล beartai.com/lifestyle/movies

รีวิว Baby Driver : รัดเข็มขัดก่อนซิ่งให้สุดไปกับหนังมิวซิเคิลสุดแนวจาก ผกก. Edgar Wright

รีวิว Baby Driver หนังปี 2017 หนังใหม่ แห่งปี ที่น่าดู

Baby Driver เป็นหนังซิ่งไปกับรถเก่าและซาวด์แทร็กยอดเยี่ยมแห่งปีในหนังอาชญากรรมสุดระทึกใจที่จะมาสร้างความบันเทิงให้กับคุณ หากจะพูดว่า เบเบี้ ไดร์ฟ เป็นหนังซัมเมอร์ก็ไม่ผิดแต่อย่างใด เพราะมีครบองค์ประกอบ ทั้งความสนุกตื่นเต้น เสียงหัวเราะ เซ็กส์ แอ็คชั่นที่จัดมาแบบ non-stop เพลงประกอบสุดยอดเยี่ยม ฝีมือการแสดงที่โดดเด่นน่าจับตาของ Ansel Elgort ภายใต้การกำกับของ Edgar Wright ผู้ที่ไม่เคยทำให้คนดูผิดหวัง

Baby Driver
Baby Driver

ทั้งคู่จะมาเร่งเครื่องพาเราซิ่งไปกับพวกเขาในภาพยนตร์สุดตื่นเต้นเรื่องนี้ Ansel Elgort จากเรื่อง The Fault in Our Stars (2014) รับบทเป็น Baby หนุ่มผู้มีหน้าที่ขับรถหลบหนีตำรวจ ที่ประสบปัญหาหูอื้อเรื้อรัง และต้องอยู่กับเสียงวิ้งในหูไปตลอดชีวิต นี่เป็นเหตุผลที่เขาสวมหูฟังตลอดเวลาก็เพื่อให้เสียงเพลงกลบเสียงวิ้ง ๆ ในหูนั่นเอง เพื่อดูแล Pops (CJ Jones) ชายหูหนวกที่เลี้ยงดูเขาหลังจากเสียพ่อแม่ไปในอุบัติเหตุทางรถยนต์ตั้งแต่ยังเด็ก Baby ก็รับหน้าที่ขับรถหลบหนีให้กับ Doc (Kevin Spacey) อาชญากรตัวพ่อมาโดยตลอด แต่ Baby ไม่เคยมีส่วนร่วมในการปล้นเลยสักครั้ง แถมยังอยากหลุดพ้นจากงานสกปรกนี้เต็มที แต่ Doc ก็มีงานให้เขาทำไม่เว้นว่างงานแล้วงานเล่า

Baby Driver
เบเบี้ ไดร์ฟ

Doc มีทีมปล้นที่ประกอบไปด้วยอาชญากรสุดเพี้ยน อย่าง Bats (Jamie Foxx) และ Griff (Jon Bernthal) ร่วมด้วยคู่รัก Buddy (Jon Hamm) กับ Darling (Eiza Gonzalez) ซึ่งทุกคนคงไม่มีวันปล่อยให้นักขับรถหลบหนีมือดีอย่าง Baby ไปง่าย ๆ หนังมีช่วงช้า (หมายถึงช่วงที่พระเอกของเราไม่ได้ขับรถพาทีมหนีน่ะ) เมื่อ Baby ตกหลุมรักกับสาวเสิร์ฟนาม Debora (Lily James) และความรักอันแสนหวานของทั้งสองคนมันขัดแย้งกับเรื่องราวที่รุนแรงในช่วงท้าย เป็นความขัดแย้งที่ทำออกมาได้อย่างลงตัว และเนื่องจากตัว Baby เป็นคนไม่ค่อยพูด แต่ Ansel Elgort ได้ถ่ายทอดความรู้สึกผ่านแววตาอันเป็นหน้าต่างสู่ดวงใจของตัวละครตัวนี้ นับว่าเป็นบทบาทที่ท้าทายแต่ Elgort ก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยม

Baby Driver
เบเบี้ ไดร์ฟ

หนังใช้เวลาเตรียมการนานมาก คาดว่า Wright น่าจะเริ่มเขียนบทเรื่องนี้ตั้งแต่จบหนังเรื่องแรกของเขาในปี 1995 กว่าบทจะเสร็จสมบูรณ์ก็ล่วงเข้าปี 2011 กว่าจะได้ถ่ายทำจริง ๆ ก็ปีนี้ และเขายังได้เตรียมเพลงประกอบหนังแอ็คชั่นมิวซิคัล (ผกก. เขานิยามไว้เองเชียวนะ) เรื่องนี้ไว้ถึง 30 เพลง เรียกได้ว่า Wright ใช้เวลาหลายปีทุ่มเทให้กับ เบเบี้ ไดร์ฟ จนได้ออกมาอย่างที่เราได้ชมกัน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จอันน่าชื่นชม Edgar Wright
คือผู้กำกับที่ประทับลายเซ็นของตัวเองลงไปในทุกเฟรมของหนัง และเป็นตัวจริงในด้านการทำหนังแอ็คชั่นอย่างแท้ทรู

 

ขอบคุณข้อมูล : http://www.rollingstone.com/movies/reviews/peter-travers- baby-driver- is-the- car-chase- musical-you-need- w489720

Stains the Sands Red สยองขวัญ ระทึกขวัญ ไปพร้อม ๆ กัน [รีวิวหนัง]

‘ Stains the Sands Red ’ เข้าคิวฉายปลายเดือน กรกฎาคม ไปเรียบร้อย

MPI Media ได้ประกาศจะปล่อยภาพยนตร์เรื่อง It Stains the Sands Red หนังซอมบี้สยองขวัญสั่นประสาทตามโรงภาพยนตร์และ VOD ในวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้

โดยแถลงการณ์จากีทมผู้สร้าง The Vicious Brothers ( โคลิน มินิแฮน และ สจ๊วร์ต ออร์ติซ ) เผยว่า “ หนังเรื่องนี้ เริ่มต้นหลังจากการเกิดขึ้นของซอมบี้ เมื่อ มอลลี่ พบว่าตัวเธอเองหลงอยู่กลางทะเลทราย พร้อมกับมีซอมบี้ตามไล่หลังมา ถึงแม้ว่าในตอนแรก เธอจะพบว่ามันเป็นการยากที่จะหลีกหนี แต่สถานการณ์ก็ยิ่งซับซ้อนขึ้นทุกที เมื่อเธอเข้าใจได้ว่า ผู้ไล่ล่าเธอนั้นไม่จำเป็นต้องหยุดพัก ”

Stains the Sands Red
Stains the Sands Red

หนังซอมบี้สายโหดนอกกระแสเรื่องนี้นำแสดงโดย บริตทานี่ อัลเลน ( All My Children ) และ ฮวน รีดินเกอร์ ( Narcos ) จากผู้กำกับและผู้สร้าง Grave Encounters เเละ Extraterrestrial ซึ่งเป็นเรื่องราวของซอมบี้ที่สุดระห่ำ จะไม่ยอมหยุดล่าจนกว่าจะได้กิน เมื่อมันมาพบกับผู้หญิงคนหนึ่งที่มาพร้อมกับชายหนุ่มที่หัวเสียหลังจากที่รถเกิดอุบัติเหตุอยู่กลางทะเลทรายจนไม่สามารถไปไหนมาไหนได้ แถมไม่มีใครมาช่วยเนื่องจากมันเวิ้งว้างไปหมด ซึ่งซอมบี้ตัวนี้จะไม่ยอมหยุดล่าจนกว่าจะได้กิน เพราะมันไม่จำเป็นต้องพักผ่อนหรือนอนหลับ มันจึงสามารถล่าได้ตลอด 24 ชั่วโมงไม่หยุดพัก ชนิดหนีไปไหนตามไปถึงนั่น จนต้องเอาใจช่วยว่ามอลลี่จะรอดเงื้อมมือจากการตกเป็นเหยื่ออันโอชะหรือไม่

ซึ่งหนังเรื่องใหม่ล่าสุดของผู้กำกับ โคลิน มินิแฮน เรื่องนี้ได้รับกระแสตอบรับที่ดีเกินคาดจากการเปิดฉายในเทศกาลหนัง Sitges Film Festival เเละ Glasgow Fright Fest อีกทั้งยังได้รางวัลมาด้วย และเมื่อดูจากผลงานที่ผ่านมาอย่าง Grave Encounters เเละ Extraterrestrial ก็ล้วนแต่เปี่ยมไปความระทึกทั้งสิ้น เชื่อว่าเจ้าตัวคงไม่ทำให้คอหนังสยองขวัญต้องผิดหวังอย่างแน่นอน สามารถดูตัวอย่างหนัง ก่อรน ดูหนังออนไลน์ ฟรี ที่นี่